การสร้างพอร์ตหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock)

เป็นที่ทราบกันดีว่า… ภาวะเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับเงื่อนไขการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากวิกฤต Covid-19 ที่ผ่านมา ชัดเจนว่า…เมื่อเศรษฐกิจซบเซา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้น (SET Index) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าเราต้องการให้พอร์ตของเราได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำล่ะ มีความผันผวนทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด “หุ้นป้องกัน” ควรเป็นตัวเลือกในรัฐนี้

Defensive Stock คืออะไร?

สต็อกกลาโหมเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่คงทนในทุกสภาวะตลาด ตลาดมีทั้งขาขึ้นและขาลง เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำและการจ่ายเงินปันผลมีเสถียรภาพมาก แต่อาจเป็นหุ้นที่ไม่มีกำไรเติบโตอย่างเห็นได้ชัด หรือเป็นเรื่องการเติบโตเพื่อใช้เป็นจุดขาย? หุ้นกลุ่มกลาโหมมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอกว่าหุ้นอื่นๆ ในตลาด เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทยังคงดำเนินต่อไปในช่วงภาวะถดถอย ไม่เปลี่ยนแปลงผลกำไรของบริษัท หุ้นเหล่านี้มักจะไม่ดีเท่าหุ้นอื่นๆ แม้แต่ในตลาด รียกได้ว่า… หุ้นกลุ่มนี้จะเน้นเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งเรามักจะเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “หุ้นปลอดภัย” หรือ “หุ้นหลุมหลบภัย” นั่นเอง ตัวอย่างของหุ้นกลุ่มนี้ เช่น หุ้นสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า ประปา) อาหาร ยา โรงพยาบาล เป็นต้น

เลือก Defensive Stock อย่างไร

  1. เลือกจากขนาด: การเลือกหุ้นป้องกันควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่เล็กเกินไป เราอาจพิจารณามูลค่าตลาด (Market Capitalization) เช่น กำหนดมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท หรือระบุว่าต้องเป็นหุ้นในดัชนี SET50 หรือ SET100 เป็นต้น
  2. ความผันผวนต่ำ: หุ้นป้องกันคือหุ้นที่ผู้คนมักเรียกว่าหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อราคาขึ้นก็จะขึ้นน้อยกว่าตลาด เวลาลงก็จะลงน้อยกว่าตลาด หรือในทางเทคนิคหุ้นเบต้าต่ำหรือหุ้นที่มีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับความผันผวนของดัชนีหุ้นในตลาดหุ้น
  3. หนี้ต่ำ: Defensive Stock เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ นี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาว่าหุ้นมีความเสี่ยงทางการเงินต่ำหรือไม่ “ความรับผิดต่ำ” ดังนั้นเราควรเลือกหุ้นที่มีหนี้ไม่สูงกว่าทุน หรือมีอัตราส่วน D/E น้อยกว่า 1
  4. กำไรสม่ำเสมอ : หากหุ้นที่มีการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอก็อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงฝีมือของบริษัทในการบริหารจัดการได้ว่า… ไม่ว่าจะผ่านภาวะเศรษฐกิจแบบใดก็ยังสามารถสร้างกำไรได้ แม้กำไรอาจไม่หวือหวามากนักก็ตาม เช่น อาจพิจารณาจากบริษัทที่มีกำไรตลอด 10 ปีติดต่อกัน เป็นต้น
  5. การจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ : เมื่อบริษัทมีกำไรก็ควรจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน เพราะเงินปันผลเป็นกระแสเงินสดที่นักลงทุนคาดหวัง ดังนั้นบริษัทที่ดีควรมีการจัดการที่เหมาะสมระหว่างการลงทุนเงินและการจ่ายเงินปันผล เราอาจพิจารณาหุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องกัน 10 ปี เป็นต้น
  6. ราคาไม่แพง: หุ้นที่ได้รับการคุ้มครองอย่างดีต้องการ Margin of Safety (MOS) ซึ่งนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวมักจะมองหาหุ้นที่มี Margin of Safety (P/E) หรือราคา สูงเมื่อเทียบกับมูลค่าตามบัญชี (อัตราส่วน P/BV) ตัวอย่างเช่น เราอาจกำหนดอัตราส่วน P/E น้อยกว่า 15 เท่า หรือ P/BV น้อยกว่า 1.5 เท่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา

กลยุทธ์การลงทุนใน Defensive Stock

นักลงทุนจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเพื่อตัดสินใจลงทุน นักลงทุนควรลงทุนใน Defensive Stocks เมื่อตลาดกำลังจะตกต่ำ เนื่องจากหุ้นปลอดภัยมีแนวโน้มลดลงน้อยกว่าตลาด และในทางกลับกัน นักลงทุนควรปล่อยให้ Defensive Stocks เปลี่ยนเงินของพวกเขากลับเป็นหุ้นเติบโต หรือหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่าที่จะลงมาบังคับอีกครั้ง เมื่อตลาดเริ่มพลิกกลับให้ปรับตัวเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น แม้ว่าเราจะมีหลักการตรวจสต็อคสินค้าที่ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราสามารถลงทุนได้ทันที เรายังต้องทำความเข้าใจธุรกิจจากรายงานประจำปีและวิเคราะห์งบการเงินให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อเลือกหุ้นที่เหมาะสมและลงทุนอย่างประสบความสำเร็จ