มีเงินสักก้อน ควรโปะหนี้หรือลงทุน

มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินหรือยัง ?

คุณต้องตรวจสอบสถานะทางการเงินของคุณก่อนตัดสินใจว่าจะยืมเงินหรือลงทุนเงิน คุณมีเงินทุนฉุกเฉินหรือไม่? ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉินควรเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือการรักษา หรือขาดรายได้เนื่องจากการว่างงาน โดยทั่วไปทุกคนต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเดือนละ 3 ถึง 6 เท่า ดังนั้นหากคุณไม่มีเงินจำนวนนี้ คุณควรเริ่มออมก่อนที่จะนำไปเป็นหนี้หรือลงทุน ดูขั้นตอนต่อไปหากจองแล้ว

ลือกโปะหนี้ ถ้าปลดหนี้ได้ หรือจ่ายดอกเบี้ยลดลงมาก

ก่อนปลดหนี้ต้องเช็คก่อนว่าหนี้หมดหรือไม่? คำแนะนำคือถ้าคุณมีเงินเพียงพอ คุณต้องชำระหนี้ทั้งหมดของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้และจ่ายดอกเบี้ยอีกต่อไป แต่ถ้าเพียงบางส่วนของหนี้ของคุณคุ้มค่า คุณต้องชั่งน้ำหนักตัวเองก่อน ข้อควรพิจารณาที่สถาบันการเงินคำนวณอัตราดอกเบี้ย ดังนี้

  1. คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

หนี้ประเภทนี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อเงินต้นลดดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิต บัตรเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น และหนี้ที่อยู่อาศัยลดลง อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อบัตรเงินสดส่วนบุคคลคือ 18-20% ต่อปี ดังนั้นคุณควรใช้หนี้ประเภทนี้สำหรับการชำระเงินก้อนก่อน เพราะภาระดอกเบี้ยมีน้อย สำหรับการจำนอง อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยก่อนตัดสินใจชำระหนี้จำนองอยู่ที่ประมาณ 6-7% ต่อปี คุณสามารถถามตัวเองและหาวิธีในการลงทุนและหารายได้เพิ่มได้หรือไม่? ถ้ารายได้ของคุณสูงกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายไป คุณต้องนำเงินนั้นไปลงทุน แต่ถ้าผลตอบแทนน้อยก็ต้องจ่ายหนี้ก่อน ไม่ใช่แค่การประหยัดดอกเบี้ย แต่คุณยังสามารถชำระค่าบ้านได้อย่างรวดเร็ว

2. คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่

ส่วนใหญ่เป็นหนี้รถยนต์ สถาบันการเงินคำนวณดอกเบี้ยเงินต้นทั้งหมด หลังจากนั้นจะแบ่งดอกเบี้ยเต็มจำนวนและชำระเงินต้นเป็นงวด กล่าวอีกนัยหนึ่งเงินต้นจะจ่ายเป็นงวด คุณไม่ต้องจ่ายหนี้เพราะคุณจ่ายดอกเบี้ยเท่ากัน ติดหนี้เร็วแค่ไหนก็ลดหนี้ไม่ได้

เลือกลงทุน… ถ้าได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่าย

ก่อนนำเงินไปลงทุน สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องรู้จักประเภทของการลงทุนและช่องทางการลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่ โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้

  1. ฝากเงินกับธนาคารเป็นช่องทางเก็บเงินที่ง่ายและปลอดภัย ข้อดีคือ มีความเสี่ยงต่ำมาก สะดวก สามารถฝากถอนได้ตลอดเวลา แต่ข้อเสียก็คือผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ 
  2. ลงทุนในตราสารหนี้ หากลงทุน ผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ซึ่งจะได้รับผลตอบแทน “ดอกเบี้ย” สม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด และ “เงินต้น” จะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด ซึ่งพันธบัตรเพื่อการลงทุนทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรเอกชน ข้อดีคือมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำถึงต่ำมาก ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ข้อเสียคือผลตอบแทนอาจต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราต้องจ่าย
  3. ลงทุนในกองทุนรวม กองทุนรวมมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ ลงทุนด้วยเงิน ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุน คุณควรศึกษานโยบายการลงทุนและเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ ข้อดีคือมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน (ผู้จัดการกองทุน) ดูแลการลงทุน ซื้อขายง่าย กำไรไม่ต้องเสียภาษี และบางกองทุนสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) อาจสูญเสียจากราคากองทุนที่ต่ำกว่า และอาจมีการจ่ายเงินปันผลที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นๆ
  4. การลงทุนในหุ้น หุ้นเป็นเครื่องมือที่ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของธุรกิจ ตามสัดส่วนของมูลค่าหุ้นที่ถือ รับส่วนแบ่งกำไรในรูปของเงินปันผลหากกิจการมีกำไร และรับกำไรจากการขายหุ้นหากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น กำไรจากการขายหุ้นยังได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย ข้อเสียของหุ้นคือความเสี่ยงสูง นักลงทุนอาจขาดทุนจากการขายหุ้น รวมทั้งการจ่ายเงินปันผลไม่คงที่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทที่ถือหุ้น จึงควรมีความรู้และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ดังนั้น หากพิจารณาแล้วและมั่นใจว่า ถ้านำเงินไปลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ประกอบกับมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการลงทุนแล้ว ก็ควรนำเงินไปลงทุน แต่ถ้ายังไม่มีช่องทางการลงทุน และอยู่ในช่วงศึกษาเรื่องการลงทุน ควรนำเงินไปโปะหนี้ก่อน